Quantum Computer คือ "เครื่องจักรไอน้ำ" แห่งศตวรรษที่ 21 — เมื่อกฎของมัวร์เริ่มถึงทางตัน นักวิทยาศาสตร์จึงหันมาสร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ระดับอะตอม ประมวลผล 0 และ 1 พร้อมกันได้ในทีเดียว (Qubit) เร็วกว่าคอมทั่วไปหลายร้อยล้านเท่า บทความนี้พาย้อนดูตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก มาจนถึง Quantum Computer ว่ามันคืออะไร ทำงานยังไง มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และจะมา disrupt อุตสาหกรรมโลกอย่างไรในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

Table of contents

Nonthawit
CEO | Engineer | Designer
VIEW
749
CATEGORY
LAST UPDATED
December 12, 2026
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 (1760–1850) อังกฤษได้ค้นพบนวัตกรรมหนึ่งที่เรียกว่า “เครื่องจักรไอน้ำ” ถูกคิดค้นโดย
นายโทมัส นิวโคเมน (Thomas Newcomen)
โดยใช้วิธีให้ความร้อนกับน้ำ และเปลี่ยน “ไอน้ำ” ให้เป็นแรงดัน เพื่อผลักเครื่องจักรต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องกลึง และเครื่องกลต่างๆ ทำให้แต่ละธุรกิจพยายาเร่ิมหันมาใช้เครื่องจักรไอน้ำแทนคน ส่งผลให้กำลังผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะเครื่องจักรไอน้ำทำงานได้ไม่มีวันหยุด แม่นยำกว่าคน ลดต้นทุน ที่สำคัญทำซ้ำได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องฝึก เกิดการแข่งขันด้านธุรกิจกันอย่างดุเดือดในช่วงศตวรรษนั้น ทำให้อังกฤษเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 18 ประวัติศาสตร์โลกได้จารึกไว้แล้วว่า
“เครื่องจักรไอน้ำเป็นนวัตกรรมแรกที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลก”
ซึ่ง
“Quantum Computer เป็นเหมือนเครื่องจักรไอน้ำที่จะทำให้เหตุการณ์เดิมวนซ้ำในศตวรรษที่ 21 นี้ และกระทบขอบเขตที่ใหญ่กว่า คือ เป็นระดับโลก”
หลังจากนั้นก็มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมหลายรอบมาจนนำเราเข้ามาสู่ยุคของ “คอมพิวเตอร์”

ที่ใช้ หน่วยประมวลผลที่เราเรียกบ้านๆว่า CPU นั่นแหละ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานแทนคนขึ้นไปอีกไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรไอน้ำ
ซึ่งหัวใจของหน่วยประมวลผล CPU คือ “ทรานซิสเตอร์ transistor” นั่นเอง
เกมส์ที่คุณเล่นอยู่ไม่ว่าจะเป็น ROV, PUBG, เครื่องคิดเลข หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างประกอบด้วยเลข
“0 กับ 1 เราเรียกมันว่า Bit”
เป็นหน่วยเล็กที่สุดของการประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่เรียงต่อกัน (ที่มาของคำว่า Digital) และเราใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือมือถือเป็นสื่อกลางในการแสดงผล Bit ให้ออกมาในรูปของภาพบนหน้าจอครับ
ซึ่งหน้าที่ของ ทรานซิสเตอร์ ที่อยู่ใน CPU คือ
ประมวลผล 0 กับ 1 ให้กับเรานี่แหละ และถ้ามีเยอะก็ทำงานได้เร็วด้วยเช่นกันๆ
ซึ่งโจทย์สำคัญตอนนี้คือเราจะอัด “ทรานซิสเตอร์ ในพื้นที่ทำจำกัดใน CPU ได้อย่างไร?”

จากกฎของมัวร์ (Moore’s law)
“ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจะเพิ่มเป็นเท่าตัวประมาณทุก ๆ สองปี “
ซึ่งกฎมันก็เป็นจริงมาตลอด เจ้าของบล็อกขอยกตัวอย่างของ CPU ของค่าย intel แล้วกัน เช่น
CPU Core i3 6100 ≈ 1.400 พันล้านตัว
CPU Core i5 6600K ≈ 1.750 พันล้านตัว
CPU Core i7 6700K ≈ 1.750 พันล้านตัว
CPU Core i9 9900K ≈ 3 พันล้านตัว
ปล. แค่ตัวอย่างนะ เพราะแต่ละรุ่นก็มีจำนวนทรานซิสเตอร์ก็ไม่เท่ากันอีก
แต่ ณ ปัจจุบันกฎของมัวร์เริ่มถึงทางตัน การย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงไปกว่า 15 นาโนเมตร เล็กสุดๆจนมีขนาดเข้าใกล้ขนาดของ“อะตอม” เพื่ออัดลงในพื้นที่จำกัด เริ่มส่งผลต่อความเสถียรของการคำนวน 0 กับ 1
อารมณ์เหมือนเราเล่นคอมอยู่แล้วจอฟ้าบ่อยเหลือเกินอะไรประมาณนั้นครับ 😂😂

จากทางตันของกฎของมัวร์ทำให้นักวิทยาศาตร์เลยพยายามพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบใหม่ ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ขนาดเทียบเท่าอะตอม และยังสามารถทำงานอย่างเสถียรได้ จึงต้องใช้พื้นฐานจาก “ควอนตัมฟิสิกส์” เข้ามาช่วย เราเลยเรียกมันว่า
Quantum Computer
ซึ่งหน่วยการประมวลผลที่เล็กที่สุดใน Quantum computer เราเรียกมันใหม่ว่า “Qubit”
ด้วยทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทำให้ความเจ๋งของ Quantum Computer สามารถคำนวน “0 และ 1 ได้ในเวลาเดียวกัน (Qubit)” ต่างจากคอมพิวเตอร์ธรรมดาไม่สามารถทำได้ ใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะพอมองออกว่ามันจะเร็วมากกกกกกกก 🚙💨
ทำให้เมื่อปี 2015 Google ได้ออกมาประกาศว่าว่า Quantum Computer ที่พวกเขาพัฒนาขึ้น มีความเร็วมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 100 ล้านเท่า!! 🤔
แต่ปัจจุบันยังต้องรออีกซักพักกว่าจะนำมาใช้จริงในอุตสาหกรรมครับเพราะยังมีข้อจำกัดในหลายเรื่องเช่น
จากความเร็วของ Quantum computer นี้ส่งผลอะไรบ้างต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป?
ถ้าเราเอามาใช้จริง เจ้าของโพสต์ขอปักธงไว้เลยว่าอีก 5–10ปี เราต้องได้ใช้แน่นอนครับ
1. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เราจะฉลาดขึ้นมากกกก เช่น AlphaGO ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นร้อยๆตัวในการชนะมนุษณ์ อาจเหลือแค่หนี่งฝ่ามือ
2. การประมวนผล Big data ต้นทุนต่ำลงและทำงานได้เร็วขึ้นมากกกกก ส่งผลให้แต่ละธุรกิจทำนายตัวเลขบางอย่างได้เร็วมากขึ้น ขยับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง แข่งกันมันส์แน่นอนนนน
3. การเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์บางตัวจะถอดได้แค่พริบตา (อันตราย) เช่นพวก Blockchain, การถอดรหัสของ password บนเว็บไซต์ต่างๆ
4. Cloud computing ต่างๆจะมี service บริการต่างๆออกมามากขึ้น 10x แน่นอน เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่เรียกว่า Smart technologies มากขึ้น
5. อุตสาหกรรมโลกเสมือน (VR) จะเริ่มแยกไม่ออกว่าอันไหนจริง อันไหมปลอม ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ โฆษณา หรือการฝึกคน
6. ใครชิงนำวัตกรรมนี้มาใช้จริงได้ก่อน จะได้เปรียบมาหาศาร เพราะคุณจะได้เปรียบในระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศเหมือนเครื่องจักรไอน้ำในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต
7. ข้อต่อไปเจ้าของบล็อกอยากให้มาคอมเม้นคุยกันซักหน่อยครับ 😎
ส่วนตัวเจ้าของบล็อกมองว่าอีก 5–10ปี เราโดน Quantum computer เข้ามา disrupt วงการ IT แน่นอนด้วยความแต่ความสามารถของมันมีทั้งข้อดี สิ่งที่เราต้องระวัง และจับตามองกันอีกยาวๆครับ
“ใครคิดค้นนวัตกรรม หรือนำวัตกรรมนั้นมาใช้จริงได้ก่อน?” ได้เปรียบกว่าเสมอ
อย่าลืม 👏 (Claps) และ 🔖 (Bookmark) บทความนี้ไว้อ่านทีหลังด้วยหละ
KNOWLEDGE


Nonthawit
CEO | Engineer | Designer
เข้าใจการทำ Selector แบบ Ripple effect


Nonthawit
CEO | Engineer | Designer
20 สิ่ง ที่ได้หลังจากเป็น Android developer ที่ Nextzy 3 เดือน
บทความนี้แชร์ประสบการณ์ 3 เดือนแรกของการทำงานเป็น Android Developer ที่ Nextzy ครอบคลุมทั้งด้าน technical เช่น MVP architecture, Android Lifecycle, ProGuard, Git workflow และการเขียน Unit Test รวมถึงด้าน soft skill อย่างการสื่อสารกับทีม, การแชร์ความรู้, และการเขียนโค้ดให้ readable และยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นทีมเวิร์ค การ review โค้ด และบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนาน ซึ่งล้วนช่วยลด learning curve และพัฒนาทักษะได้เร็วกว่าการเรียนรู้คนเดียว
![[Tip/Trick] วิธีติดต่อกับ WebView ผ่าน JavascriptInterface มันเท่มาก](https://image.nextzy.tech/1_Aleix_TFC_7yz_Qh_Q_Sx_GV_Rqxw_a29e28219a.png)

Nonthawit
CEO | Engineer | Designer
[Tip/Trick] วิธีติดต่อกับ WebView ผ่าน JavascriptInterface มันเท่มาก